Website Banner
     
 
     แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
 
     
 
 
พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 
  พรบ.แรงงานสัมพันธ์  พ.ศ.2518 
 
คำพิพากษาศาลฎีกาเด็ด
 
     
 
     คำพิพากษาศาลฎีกาอื่นๆ
 
     
 
 
เรื่องมอบอำนาจ
 
โจทก์ขาดนัดพิจารณา
 
ฟ้องเคลือบคลุม
 
ฟ้องซ้อน
 
ฟ้องซ้ำ
  อายุความสัญญาเงินกู้
 
     
 
     หมวดหมู่ที่น่าสนใจ
 
     
 
แบบฟอร์มศาล
ประกาศต่างๆ 
  สัญญาต่างๆ
  New Update
 
     
 
     ติดต่อราชการศาล
 
     
 
  ศาลแรงงานกลาง
  ศาลแรงงานภาค ๒
  ศาลยุติธรรม
  ศาลปกครอง
  ศาลรัฐธรรมนูญ
  สำนักงานอัยการสูงสุด
  กระทรวงยุติธรรม
  คณะกรรมการกฤษฎีกา
  กรมบังคับคดี
  สภาทนายความ
 
     
 
     หน่วยงานราชการสำคัญ
 
     
 
  กระทรวงแรงงาน
  กรมการจัดหางาน
  กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
  กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
  สำนักงานประกันสังคม
  กรมสรรพากร
  กรมบัญชีกลาง
  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  กระทรวงอุตสาหกรรม
  กรมโรงงานอุตสาหกรรม
  กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
  การนิคมอุตสาหกรรม
 
     
 
 
:: WEB  COUNTERS ::
 
 
 
     
     
     
 
    รถหายผู้เช่าซื้อต้องผ่อนหรือไม่
 
     
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4601/2533 รถหายต้องผ่อนหรือไม่
ยังผ่อนชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน สองสามงวดก่อนนี้ยังค้างชำระอยู่เลย ปรากฏว่า รถหาย.......!!
เมื่อรถหายคุณโผงก็งดส่งค่าเช่าซื้อสิ บริษัทที่ให้เช่าซื้อทวงถาม แต่คุณโผงก็หานำพาไม่ เช่นเดียวกับคุณผางผู้ค้ำประกันที่ถูกทวงด้วย สรุปว่าทั้งสองไม่จ่าย
เมื่อทวงแล้วไม่ได้รับชำระ บริษัทผู้ให้เช่าซื้อเลยฟ้องคดี ขอให้ศาลบังคับคุณโผงกับคุณผางใช้เงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันจำนวน 102,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
คุณโผงให้การว่า รถคันที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักหายไป สัญญาเช่าซื้อจึงระงับสิ้นลง แม้สัญญาเช่าซื้อจะมีข้อตกลงระบุไว้ให้ผู้เช่าซื้อยังต้องชำระค่าเช่าซื้อต่อไปจนครบในกรณีรถที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักไปข้อตกลงดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่มีผลบังคับจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเช่าซื้อภายหลังจากสัญญาเช่าซื้อระงับลงคงต้องรับผิดเฉพาะค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาระงับซึ่งเป็นเงิน 5,200 บาท ไม่ใช่ 102,800 บาท ขอให้ยกฟ้อง
คุณผางผู้ค้ำประกันให้การทำนองเดียวกันว่าเมื่อรถคันที่เช่าซื้อถูกลักไป สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกัน บริษัทมีสิทธิเพียงเรียกเอาค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระหรือค่าขาดประโยชน์ในระหว่างที่คุณโผงยังไม่ได้คืนรถที่เช่าซื้อเท่านั้นหาจำต้องชำระค่าเช่าซื้อจนครบไม่คุณผางในฐานะผู้ค้ำประกันก็หาต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อจนครบด้วยไม่ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
บริษัทอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 102,800 บาท แก่บริษัท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
ทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายสัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567
นอกจากนี้ ตามหนังสือบอกกล่าวของบริษัทถึงทั้งสองก็ระบุชัดว่า บริษัทเลิกสัญญากับผู้เช่าซื้อแล้ว จึงฟังได้ว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว คุณโผงจึงไม่ต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระไว้อีกต่อไป แม้ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 5 จะระบุให้ผู้เช่าซื้อชำระเงินค่าซื้อจนครบในกรณีที่ทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัยก็ตาม แต่เมื่อคุณโผงไม่ต้องชำระค่าเช่าซื้อต่อไปก็ถือได้ว่าคุณโผงได้ตกลงชำระค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าซื้อที่ค้างให้แก่บริษัทในกรณีนี้ซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่ศาลมีอำนาจลดหย่อนลงไปหากเห็นว่าค่าเสียหายที่กำหนดไว้นั้นสูงเกินควร
ในกรณีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าค่าเสียหายที่กำหนดไว้เท่ากับค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระนั้นเป็นจำนวนที่สูงเกินไปเพราะราคารถยนต์ที่เช่าซื้อนั้นเป็นการคิดราคารถรวมกับค่าเช่าและการใช้รถต้องมีการเสื่อมราคา จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้ 80,000 บาท สำหรับดอกเบี้ยที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ทั้งสองชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้น ศาลฎีกาก็ไม่เห็นพ้องด้วย เพราะเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วบริษัทไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญาข้อ 7 ซึ่งกำหนดไว้ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อหรือไม่ชำระเงินใดๆ ที่ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องชำระตามสัญญา แต่ทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามมาตรา 224
พิพากษาให้คุณโผงและคุณผางร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4601/2533) ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์
มาตรา 567 ถ้าทรัพย์สินซึ่งให้เช่าสูญหายไปทั้งหมดไซร้ท่านว่าสัญญาเช่าก็ย่อมระงับไปด้วย
มาตรา 572 อันว่าเช่าซื้อนั้นคือสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่าโดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว
สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือท่านว่าเป็นโมฆะ
มาตรา 573 ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง

 
     

Current Pageid = 131